ลิ่วล้อตะเพิดส่งไปเสียได้ก็ดี
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ลาออกไปก็ดีแล้วเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับพรรคมานานแล้ว ที่จริงควรจะลาออกไปตั้งนานแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆเพิ่งจะมาบอกว่าคำนึงถึงการทำหน้าที่ สปช. ที่ต้องมีความเป็นกลาง ก็ทำหน้าที่ตรงนั้นไป เขาควรลาออกไป ตั้งแต่ที่บอกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ใจแคบ ไม่ร่วมปฏิรูปประเทศกับรัฐบาล ไม่รู้คิดอะไร และหากจะกลับมาเป็นสมาชิกพรรคอีกหลังทำหน้าที่ สปช.เสร็จแล้ว ก็ต้องพิจารณาตามกระบวนการ นับหนึ่งใหม่ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเหมือนคนอื่น ก็ต้องมาดูว่าจะลงสมัครอย่างไร อยู่ลำดับไหน ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น
“มาร์ค” ให้ประกบ รธน.50 ประชามติ
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงข้อเสนอของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า การทำประชามติต้องถามความเห็นว่าควรจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือ จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 50 ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ ผ่านมา ทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจสู่ประชาชน มีช่องทางการตรวจสอบทั้งท้องถิ่นและส่วนกลาง คนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาต้องตระหนักว่ามารับใช้ประชาชนไม่ใช่มาปกครอง รัฐธรรมนูญนี้ต้องแก้ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตที่นักการเมืองใช้อำนาจ โดยไม่ชอบข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม แทรกแซงข้าราชการและสื่อมวลชน
ตั้งองค์คณะ ฉก.แก้ลำล้วงลูก
พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ที่ผ่านมา องค์กรอิสระมีปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดีและถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก ควรให้องค์กรอิสระลดจำนวนเรื่องพิจารณาลงและกำหนดเวลาในการพิจารณา ให้มีการตั้งองค์คณะเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อป้องกันการแทรกแซงและไม่ให้รู้ว่า ใครเป็นผู้พิจารณาคดี ส่วนในเรื่องนโยบายประชานิยมไม่ควรเขียนจนพรรคการเมืองดำเนินนโยบายหาเสียง ไม่ได้ แต่ควรกำหนดรูปแบบเนื้อหาที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และพรรคต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง
พท.เชียร์ สนช.ออก ก.ม.นิรโทษฯ
นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ กรณีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ เสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ตั้งแต่ปี 48-57 ต่อ กมธ.ยกร่างฯว่า เห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้มาร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่นิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผู้ที่กระทำความผิดทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หากทำได้จะทำให้เกิดความปรองดอง ลดความเคียดแค้นของคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่ได้ตั้งใจ และหากออกกฎหมายนิรโทษกรรมจริง นปช.เองก็ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะแกนนำ นปช.เคยเสนอแล้วว่า ให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนแกนนำไม่ต้อง เมื่อถามว่า จะเกิดความวุ่นวายตามมาเหมือนสมัยที่พรรคเพื่อไทยเคยผลักดันร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมหรือไม่ นายอุดมเดชตอบว่า คงไม่เกิดปัญหา เพราะเป็นการออกกฎหมายโดยคนกลาง
จะเอานายกฯ ลต.–ไม่เอา ส.ว.นอมินี
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวคิดหลายเรื่องที่มีการเผยแพร่ออกไป เห็นว่า แก้ที่ไม่ตรงจุด เช่น ที่เถียงกันว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไร อะไรทั้งที่ ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลที่ได้รับเลือกแล้ว เข้าไปใช้อำนาจ โดยมิชอบ ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ เราจะแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นเรื่องหลัก ทั้งการตรวจสอบถ่วงดุล การมีความรับผิดชอบที่ต้องทันเหตุการณ์ ไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องแล้วปมค้างคาใจประชาชนอยู่ความเสียหายเกิดขึ้น แต่ใช้เวลาเป็นปี ในการตรวจสอบความตึง เครียดความไม่พอใจ การต่อต้านทางการเมืองก็สะสมตัวขึ้น จึงควรจะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และอีกหลายส่วนก็ควรจะต้องไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะที่มาของ นายกฯจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนในเรื่องคดีทุจริตก็เห็นว่า ไม่ควรมีอายุความ เช่นเดียวกับที่มาของ ส.ว.ต้องหาวิธีการไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องพรรคการเมือง
ทักอีกที รธน.ต้องทำประชามติ
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า การทำประชามติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากไม่ทำประชามติ จะเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากที่หมดระยะที่สามไปแล้ว ประเทศไทยจะต้องมาเสียเวลากับกลุ่มที่ไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญว่า จะรื้อ จะทำใหม่ หรือไม่ สุดท้ายก็ไม่ต้องเดินหน้า เราหวังว่าเมื่อเหตุการณ์เดินมาถึงตรงนี้ เราอยากได้กติกาที่ดี ใช้ได้และประชาชนยอมรับ แต่ถ้าไม่ทำ ไม่ว่าจะร่างดีหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจ ดังนั้นการทำประชามติ ดีที่สุดที่ต้องมีทางเลือกชัดเจนให้ประชาชน ไม่ใช่ว่ารับหรือไม่รับ แล้วไม่รู้ว่าถ้าไม่รับ จะได้อะไร เมื่อไร ตรงนี้อยากให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณา ให้รอบคอบ ตนไม่อยากให้ประเทศต้องมาเสียเวลาควรทำทุกอย่างให้จบและเดินหน้ากันต่อไป
จี้เลิกอัยการศึกบรรยากาศจะดี
เมื่อถามว่า การที่ยังไม่ยกเลิกใช้กฎอัยการศึกจะมีผลต่อการแสดงความเห็นของประชาชนหรือ ไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพ ผู้มีอำนาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการจะรักษาความสงบกับการเสียโอกาสในการได้ รับฟังความเห็นจากประชาชนว่า คุ้มค่าหรือไม่ ส่วนตัวเห็นอยากให้มีการผ่อนปรน ถ้าสมมติเลิกใช้ ตนไม่เชื่อว่าจะมีปัญหาทั่วประเทศขึ้นพร้อมกัน หากมีปัญหาตรงไหน ก็อาจจะประกาศเป็นพื้นที่ได้ เพราะคิดว่าบรรยากาศที่เป็นข้อโต้แย้งในขณะนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่เป็นประโยชน์ เท่าไรในการที่จะทำงานเรื่องการปฏิรูป
ปะหน้า “จ้อน” หวานจ๋อย “ยังรักนะ”
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังกั๊กว่าจะหลัง ภารกิจจาก สปช.อาจจะกลับไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องนี้คงต้องไปถามนายอลงกรณ์ว่ามีแนวทางอย่างไร แต่จากที่ติดตาม เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการอยากทำหน้าที่ สปช.อยากเป็นอิสระ เป็นกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพรรคจึงไม่ส่งคนเข้าไปเป็น สปช. เรามองอยู่แล้วว่าคนที่เข้าไปเป็นสมาชิก สปช. หากสังกัดพรรคก็จะถูก มองอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้น วันนี้เห็นตรงกันแล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายอลงกรณ์ได้เดินทางมาต้อนรับเพื่อนำเข้าสู่ห้องประชุม งบประมาณที่อาคาร 3 ชั้น 3 รัฐสภา นายอภิสิทธิ์จึงเอ่ยขึ้นว่า “เรายังรักกันเหมือนเดิม”
สื่อนอกแฉ รบ.จ้องยื้อเวลา ลต.
เว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษเผยแพร่บทสัมภาษณ์นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ของไทยเมื่อวันที่ 27 พ.ย. โดยนายสมหมายกล่าวว่า การเลือก ตั้งในประเทศไทยอาจต้องเลื่อนไปเป็นปี 2559 แทนที่จะเป็นกรอบเวลาเดิม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเคยคาดไว้ว่า จะจัดขึ้นได้ภายในเดือน ต.ค.2558 ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ รายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ สื่อต่างประเทศเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะสามารถจัดขึ้นได้ประมาณช่วงต้นปี 2559 ซึ่งไม่ใช่การขอมากมายอะไร แค่เพียงขอเวลาเพิ่มจากที่ประเมินไว้เดิม 1 ปีเป็น 1 ปีครึ่ง เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้างมาตั้งแต่อดีต
“มาร์ค” พก 3 เรื่องพบ กมธ.รธน.
เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนเข้าพบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนมาในนามส่วนตัวตามคำเชิญ ดังนั้น ความเห็น ทั้งหมดจะไม่ไปผูกพันกับพรรค เพราะเชื่อว่า ที่สุดก็จะกลายเป็นเรื่องนักการเมืองและพรรคการเมือง จึงอยากได้รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปที่มีความยั่งยืน โดยขอเสนอ 3 เรื่องใหญ่คือ 1.ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน โดยจะต้องเริ่มต้นจากการจะต้องมีกระบวนการมีประชามติ 2.รัฐธรรมนูญไทยไม่ควรจะถอยหลัง จึงไม่ควรไปลดทอนสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งต้องรวมถึง การที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศ และการกำหนดทิศทางของประเทศ 3.รัฐธรรมนูญต้องแก้ปัญหาหลักของระบบการเมืองที่ผ่านมาคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของฝ่ายการเมือง พร้อมเพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและบทบาทของภาคประชาชน ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน
แหล่งที่มา : ไทยรัฐ
Source: ยื้อเลือกตั้งไปปี59