เมื่อถามว่า กรณีที่ธัมมชโยการรับเงินจากสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นที่ฉ้อโกงมาถือว่า ปาราชิกหรือไม่นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคดีสหกรณ์ยูเนี่ยนคงกำลังทำอยู่ต้องดูว่า ผิดทางสงฆ์อย่างไรต่อไปสังฆราชฯ และดูถึงเรื่องวัดพระธรรมกายและเจ้าอาวาสด้วย อยากให้รอฟังทางมส.ว่า จะมีผลการประชุมอย่างไรตนขอชี้แจงว่า เดิมทีเรื่องดังกล่าวมี 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องที่ดิน เป็นคดีฟ้องร้อง และ ต่อมาอัยการถอนฟ้องไปในปี 2549 ซึ่งตนก็ไม่ทราบสาเหตุในการถอนฟ้องคงต้องไปถามอัยการ
นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่สอง คือ ความผิดนี้เป็นปาราชิกหรือไม่ ยังไม่มีมติออกมาชัดเจน ทั้งนี้โทษปาราชิกนั้นเหมือนเป็นโทษประหารชีวิตสำหรับพระสงฆ์ เพราะว่าหากต้องโทษปาราชิกแล้ว ก็ไม่สามารถกลับมาบวชได้ อย่างไรก็ตามตนเรียนว่า ไม่ใช่เรื่องที่ฆราวาสจะชี้ขาดเป็นเรื่องของคณะสงฆ์จะชี้ความผิดต่าง ๆ ฝ่ายรัฐบาลทำเพียงอำนวยความสะดวก ยืนยันว่า ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ในการส่งเสริมและปกป้องพระพุทธศาสนาอะไรที่ทำให้พระพุทธ ศาสนาเสียหายเราก็ต้องป้องกัน แก้ไข กับส่งเสริมให้ได้รับความศรัทธา เชื่อถือจากประชาชน แต่ทุกอย่างควรจะมีข้อยุติ แต่บอกไม่ได้ว่า จะเป็นอย่างไรบางเรื่องต้องให้ทางพระมหาเถรสมาคมพิจารณา ตนเข้าใจว่า ทางพระผู้ใหญ่เองก็อยากปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมเสีย ซึ่งเรื่องปราชิกเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระทุกรูป การจะวินิจฉัยพระรูปใดรูปหนึ่งจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 19 ก.พ. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีพระธัมมชโยต้องโทษปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯในข้อ กล่าวหาว่า พระธัมมชโยยักยอกที่ดินของวัดธรรมกายเป็นของตัวเอง ว่า พระลิขิตทั้ง 6 ฉบับไม่ได้ถึงสำนักพระพุทธศาสนา(พศ.)เพราะตอนนั้นยังไม่มีพศ. ตนขออธิบายว่า พระลิขิตฯทั้งหมดนั้นเคยถูกนำพิจารณาในพระมหาเถรสมาคม(มส.)ตั้งแต่ปี 2542 และตนก็เห็นในพระลิขิตฉบับที่ 3 ที่พูดถึงปาราชิก แต่ยังไม่เห็นผลการประชุมเรื่องปาราชิก แต่ทั้งนี้ในวันที่ 20 ก.พ. ทางมส.จะประชุมใน เรื่องของพระลิขิตของสมเด็จพระ
แหล่งที่มา : เดลินิวส์